“ปีศาจแดง” กับการคว้าน้ำเหลวที่คู่ควร

แม้ว่าการที่เราเป็นแฟนบอลเดนตายของสโมสรใดสโมสรหนึ่ง จะทำมีความปรารถนาที่จะเห็นทีมรักชูถ้วยแชมป์ใบใหญ่สักใบในทุกๆปี แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าบางครั้งเราจะไม่ยอมรับถึงความเหมาะสม ในกรณีที่ทีมไปไม่ถึงฝั่งฝัน

และนั่นมันก็เกิดขึ้นกับผมและทีมรักอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลนี้ครับ

หลังจากแพ้ เชลซี 1-0 ในเกมนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา นี่คือครั้งที่ 3 ในรอบ 5 ปี หลังจากที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตัดสินใจลงจากตำแหน่งกุนซือที่ทีม “ปีศาจแดง” ต้องจบฤดูกาลลงด้วยความว่างเปล่าในตู้โชว์ถ้วยโทรฟี่ย์ ไม่ว่าจะ เดวิด มอยส์, หลุยส์ ฟาน ฮาล หรือ โจเซ่ มูริญโญ่ ต่างก็มีประวัติพาทีมเล่นว่าวกันหมด

2 คนแรกไม่ค่อยแปลกใจ เพราะอย่าง มอยส์ เชื่อว่าคงไม่มีใครคาดหวังอะไรจากกุนซือโคตรจีเนียสผู้นี้ ดูจากสถานการณ์เจ้าตัวในปัจจุบันก็น่าจะได้คำตอบที่ชัดเจน ขณะเดียวนั้น ฟาน ฮาล เองก็มีความคิดเหนือมนุษย์ทั่วไปจนทำนักเตะในทีมแทบเพี้ยน ยกตัวอย่างง่ายๆกับการเอา ฟีล โจนส์ ไปเปิดเตะมุม ชัดเจน !

แต่กับ มูริญโญ่ กุนซือที่เขย่าวงการฟุตบอลมาแล้วทั้งในโปรตุเกส, อิตาลี, สเปน และ อังกฤษ แถมยังไม่เคยพาทีมไหนพุ่งเข้าชนความล้มเหลว ยืนมือเปล่าหลังจบซีซั่นมาก่อนเลย นับตั้งแต่สร้างชื่อให้ตัวเองกับ ปอร์โต้ (ยกเว้นปี 2007 ที่ทะเลาะกับเจ้าของทีมเชลซีจนถูกปลดกลางคัน) นั่นย่อมแตกต่างออกไป ฤดูกาลที่แล้ว พวกเขาคว้า 2 แชมป์ จาก ลีก คัพ และ ยูโรป้า ลีก จริงๆแล้วปีนี้พวกเขาควรจะลุ้นแชมป์เต็มตัว โดยเฉพาะสองถ้วยใหญ่อย่าง พรีเมียร์ ลีก และ แชมป์เปี้ยนส์ ลีก

ในลีกนั้น พอจะถูไถแก้ต่างให้ได้ว่า ต่อให้เล่นได้ดีและเก็บคะแนนมากกว่านี้ ยังไงก็คงตามไม่ทัน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ต้องบอกว่า เล่นกันได้อย่างสุดติ่งกระดิ่งแมว เก็บคะแนนทะลุ 100 แต้มเป็นประวัติศาสตร์ของ พรีเมียร์ ลีก แต่การกระเด็นตกรอบ แชมป์เปี้ยนส์ ลีก มันตั้งแต่เหลือ 16 ทีมสุดท้าย นี่ต้องบอกว่าไร้ซึ่งคำแก้ตัวใดๆ

เมื่อบวกกับความล้มเหลวในอีก 2 ถ้วย ภายในประเทศที่เหลือแล้ว บทสรุปมันจึงออกมาที่ตัว “ทีม” ทั้งทีมนั่นเอง

มองเข้าไปที่ตัวนักเตะในทีม รวมทั้งวิธีการเล่นของ แมนฯยูไนเต็ด ในซีซั่นนี้ มันก็พูดยากจริงๆว่า จะมีลุ้นพอเบียดแย่งแชมป์กับทีมอื่นในระดับเดียวกันหรือไม่

เอาล่ะ ตัวนักเตะอาจจะไม่ได่ขี้เหร่ เพราะมีทั้งอดีตดาวเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลกอย่าง ปอล ป็อกบา หรือ ดาวเตะอนาคตไกลค่าตัวแพงหูฉี่อย่าง อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล รวมถึง โรเมลู ลูกากู ที่เพิ่งจะนำเข้ามาสู่ทีมในซีซั่นนี้ ตบท้ายด้วยตัวจี๊ดระดับแนวหน้าที่แบก อาร์เซนอล ก่อนย้ายมาเล่นในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดอย่าง อเล็กซิส ซานเชซ นี่ควรจะเป็นทีมที่ได้ลุ้นแชมป์อย่างสนุก ใส่เกมบุกกันมันส์

แต่ภาพที่ออกมาคือ นอกจาก ลูกากู ที่สอบผ่านปีแรกกับทีมแล้วนั้น คนที่เหลือนี่ได้แต่ส่ายหน้า เริ่มตั้งแต่ มาร์กซิยาล ที่อยู่กับทีมมาเข้าปีที่ 3 แล้ว แต่ยังคงพึ่งพาไม่ได้ เทคนิคอาจจะดีเยี่ยม แต่ประสิทธิภาพหามีไม่ ทั้งยังไม่สม่ำเสมอ ซึ่งก็ไม่ได้ต่างอะไรกับ ป็อกบา ที่หาความคงเส้นคงวาไม่ได้ นอกจากการเปลี่ยนทรงผมแน่ๆก่อนลงสนามทุกนัด 2 คนนี้เป็นนักเตะที่มีความสามารถล้นเหลือ แต่พอเอาออกมาใช้กลับถูกบดบังด้วยสิ่งต่างๆมากมายที่เจ้าตัวสร้างกันขึ้นมาเอง

อีกคนอย่าง อเล็กซิส เข้าใจว่าปีแรก แต่พูดก็พูดเถอะ อะไรมันจะหวังพึ่งไม่ได้ขนาดนี้ ด้วยสไตล์การเล่นของแข้งชิเลี่ยน คุณอาจจะยังปรับตัวเข้ากับทีมใหม่ไม่ได้ก็จริง แต่จังหวะที่ไปคนเดียวเองหรือการตัดสินใจด้วยพื้นฐานของคนที่เป็นยอดนักเตะมันก็ควรจะทำได้ดีกว่านี้(มากๆ)หน่อย จนถึงขนาดที่ทำให้ผมอยากให้ มูริญโญ่ ถอดเขาออก แทนที่จะเป็น ลินการ์ด ในกับ “สิงห์ไฮโซ” ซะด้วยซ้ำ !

กวาดสายตามองดูในทีม “ปีศาจแดง” ตอนนี้ ให้หยิบมาสักชื่อว่าใครจะสามารถพลิกเกมได้ ผมเองยังหาไม่เจอ เพราะฟอร์มแต่ละคนนั้นไม่สามารถทำอย่างนั้นได้จริงๆ

ไหนจะนักเตะในตำแหน่งอื่นๆที่ฟอร์มเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย สลับกันไปมา ไม่เคยนำพากันไปในทิศทางเดียวกันสักที

ยิ่งมาบวกกับอาการ “คิดเยอะ” ของ มูริญโญ่ ในปีนี้ ที่ไม่รู้จะกลัวอะไรนักหนากับการเปิดเกมรุก ทั้งๆที่พอเอาเข้าจริงๆก็สั่งให้ลูกทีมเล่นกันได้แล้ว มันเลยยิ่งทำให้เกมของ “ปีศาจแดง” ในปีนี้มันดูไม่ได้ทำให้แฟนบอลรู้สึกว่าคู่ควรกับการไปถึงตำแหน่งแชมป์เลย

ถึง “จ่ามู” แกจะปากแข็งบอกว่า นี่ไม่ใช่ปีที่แย่อะไรก็ตาม แต่อยากยกตัวอย่างง่ายๆว่า หากผู้รักษาประตูของทีมไม่ใช่ ดาบิด เด เกอา ซึ่งจากสถิติของ “อ็อปต้า” ระบุเอาไว้ว่า มีถึง 41 ครั้งที่ ยูไนเต็ด สมควรโดนคู่แข่งยิงได้ แต่นายด่านชาวสแปนิชช่วยชีวิตเอาไว้ จนเสียไปแค่ 28 ประตู ตลอดฤดูกาลของพรีเมียร์ ลีก

คิดกันเล่นๆ ถ้าไม่เซฟเป็นพัลวันขนาดนี้ โดนเพิ่มมาอีกสัก 6-7 ลูก (เอาแค่ครึ่งเดียวของที่น่าจะโดน) คะแนนจะหายไปอีกกี่คะแนน ? เผลอๆจะอดใช้การ์ดใต้ตีน(ใบเดียวที่เหลืออยู่)เอา

แม้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แมนฯยูไนเต็ด จะทุ่มเงินไปหลายร้อยล้าน เพื่อนำเอานักเตะเข้ามาเสริมทัพ แต่ดูจากสถานการณ์ของทีมแล้ว เชื่อว่ายังไง กุนซือชาวโปรตุกีส ก็คงต้องขอเบิกงบเพื่อเสริมทัพนักเตะในช่วงปิดฤดูกาลอีกเป็นแน่

นั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้น 100% เมื่อตลาดนักเตะเปิดทำการ ไม่ว่าจริงๆแล้วเหตุผลของความผิดหวังในฤดูกาลมันจะมาจากตัวนักเตะ, กุนซือ หรือ ปัจจัยอย่างอื่นอย่างใดก็ตาม

ที่สุดแล้วก็ได้แต่หวังว่า ปีหน้าจะเป็นปีที่ดีขึ้นทั้งในด้านผลลัพธ์, รูปเกม และ สปิริต ของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ไม่ใช่อย่างปีนี้ที่พอมาดูจริงๆแล้วเหมือนจะไม่ดีพอไปซะทุกอย่างยังไงล่ะครับ …

———————————————————————————-

ปล.ติชมได้เช่นเคยครับ ขอบคุณครับ

ที่มา: soccersuck